"หม่อน" หรือ Mulberry ไม่ใช่แค่พืชที่ปลูกไว้เลี้ยงไหมอีกต่อไป ปัจจุบันหม่อนกินผล (Fruit Mulberry) กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากเป็น Superfood ที่อุดมไปด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญคือเป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพอากาศเมืองไทยได้เป็นอย่างดี
1. สายพันธุ์หม่อนที่น่าปลูกก่อนจะเริ่มลงมือ เราต้องเลือกสายพันธุ์ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ก่อนครับ:หม่อนกินผล: พันธุ์ที่นิยมที่สุดคือ เชียงใหม่ 60 (ผลใหญ่ ดก) และ บุรีรัมย์ 60 หรือสายพันธุ์ต่างประเทศอย่าง ไวท์คิง (White King) ที่มีรสหวานจัดหม่อนกินใบ: เน้นใบใหญ่เพื่อนำไปทำชาหรือเลี้ยงไหม เช่น พันธุ์ บุรีรัมย์ 60 หรือ สกลนคร
2. เตรียมตัวก่อนปลูกหม่อนเป็นพืชที่ชอบแดดจัด (Full Sun) หากขาดแสงผลจะไม่ออกและใบจะไม่สมบูรณ์ดิน: ชอบดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบน้ำขังระยะห่าง: หากปลูกในลงดิน ควรเว้นระยะระหว่างต้นประมาณ 2 x 2 เมตร เพื่อให้กิ่งก้านแผ่ขยายได้เต็มที่
3. ขั้นตอนการปลูก (Step-by-Step)การเตรียมหลุม: ขุดหลุมขนาด $50 \times 50 \times 50$ เซนติเมตรปรุงดิน: รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ผสมกับหน้าดินการลงกล้า: วางต้นกล้า (มักใช้กิ่งตอนหรือกิ่งชำ) ลงตรงกลาง กลบดินให้แน่นพอประมาณการรดน้ำ: ในช่วง 1 เดือนแรก ควรรดน้ำสม่ำเสมอวันละ 1 ครั้ง เมื่อต้นแข็งแรงแล้วสามารถลดเหลือ 2-3 วันต่อครั้งได้
4. เทคนิค "โน้มกิ่ง" เคล็ดลับให้ลูกดกเต็มต้นจุดเด่นของการปลูกหม่อนคือ ถ้าไม่ตัดแต่งกิ่ง จะไม่มีลูกเคล็ดลับ: เมื่อต้นสูงได้ประมาณ 1.5-2 เมตร ให้ทำการตัดแต่งกิ่ง (Pruning) หรือใช้วิธี "โน้มกิ่ง" เข้าหาพื้นดินแล้วริใบออกให้หมด วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้ตาพรรณแตกออกมาใหม่พร้อมกับช่อดอก ทำให้ได้ผลผลิตที่ดกและเก็บเกี่ยวได้ง่าย5. การดูแลและใส่ปุ๋ยปุ๋ย: เน้นปุ๋ยคอกปีละ 2 ครั้ง และเสริมปุ๋ยสูตรเสมอ (เช่น 16-16-16) ในช่วงที่ต้องการเร่งการเจริญเติบโตโรคและแมลง: ระวัง "เพลี้ยแป้ง" และ "ปลวก" ควรหมั่นตรวจเช็คบริเวณโคนต้นและใต้ใบ
6. ประโยชน์ของหม่อนที่มากกว่าความอร่อยผลสด: ช่วยบำรุงสายตาและสร้างภูมิคุ้มกันใบ: นำมาตากแห้งทำ "ชาใบหม่อน" ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและคอเลสเตอรอลกิ่ง: สามารถนำมาปักชำขยายพันธุ์ต่อได้ไม่รู้จบ